วันพฤหัสบดีที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ฟอร์บส์จัดอันดับ"ผู้หญิงทรงอิทธิพลที่สุดของโลก


"ฟอร์บส์"ได้จัดอันดับผู้หญิงทรงอิทธิพลของโลก ประจำปี 2013 ดังนี้


อันดับหนึ่ง ยังคงเป็นนางแองเจล่า มาร์เคิล นายกรัฐมนตรีเยอรมัน ซึ่งดำรงตำแหน่งนี้
               เป็นปีที่สามแล้ว


อันดับ 2  ได้แก่ ประธานาธิบดีดิลมา รุสเซฟ แห่งบราซิล 


อันดับ 3  ได้แก่ นางเมลินดา เกตส์ ประธานกองทุน"บิล-เมลินด้า เกตส์"


อันดับ 4  ได้แก่ นางมิเชล โอบามา สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งของสหรัฐ


อันดับ 5  ได้แก่ นางฮิลลารี คลินตัน อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ


อันดับ 6  ได้แก่ เชอริล แซนเบิร์ก หัวหน้าฝ่ายปฎิบัติการของเฟซบุ๊ค


อันดับ 7  ได้แก่ คริสติน ลาการ์ด ผู้อำนวยการไอเอ็มเอฟ


อันดับ 8  ได้แก่ เจเน็ต นาโปลิตตาโน รัฐมนตรีกระทรวงความมั่นคงแห่ง
              มาตุภูมิของสหรัฐ


อันดับ 9  ได้แก่ นางโซเนีย คานธี หัวหน้าพรรคคองเกรสของอินเดีย


อันดับ 10 ได้แก่ อินทรา นูยี ซีอีโอของ"เป๊ปซี่โค"




ส่วนนางสาว ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีของไทย ได้รับการจัดอันดับให้เป็นผู้หญิงที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก 100 คน ในอันดับที่ 31 ประจำปีนี้ ลดลงจากปีที่แล้ว ที่อยู่ในลำดับที่ 30 โดยติดอยู่ในกลุ่มลำดับต้นๆของผู้นำหญิงของเอเชีย ร่วมกับนาง ปาร์ก กึน-ฮเย ประธานาธิบดีหญิงเกาหลีใต้ ที่อันดับ 11 ,นาง จูเลีย กิลลาร์ด นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย ที่อันดับ 28 และ นาง ออง ซาน ซูจี ผู้นำพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตยของพม่า ซึ่งอยู่ที่อันดับ 29

ภาพจากอินเทอร์เน็ตและข้อมูลจาก http://www.matichon.co.th

คุณปู่ชาวญี่ปุ่นทุบสถิติพิชิตเขาเอเวอร์เรสต์ ด้วยอายุมากสุดในโลก


เมื่อ 23 พ.ค.56 คุณปู่ยูจิอิโระ มิอุระ จากญี่ปุ่นได้ขึ้นไปถึงยอดสูงสุดของภูเขาเอเวอร์เรสต์
เมื่อตอนช่วงเช้าตามเวลาท้องถิ่น ทำให้เขากลายเป็นผู้ชายที่อายุมากที่สุดในโลกที่สามารถ
พิชิตยอดเขาเอเวอร์เรสต์ได้ หลังจากที่เคยพิชิตยอดเขาแห่งนี้ได้แล้วถึง 2 ครั้ง เมื่อตอนอายุ
70 และ 75 ปี โดยในครั้งที่ 3 นี้ ทำให้เขาสามารถทำลายสถิติโลกเก่าของ นายมิน บาฮาดูร์
เชอร์ชาน นักปีนเขาชาวเนปาล ซึ่งทำไว้เมื่อปี2551 ด้วยวัย 76 ปี อย่างไรก็ตาม นายเชอร์ชาน
ซึ่งขณะนี้มีอายุได้ 81 ปี ก็มีแผนที่จะปีนยอดเขาเอเวอเรสต์อีกครั้งในสัปดาห์หน้าเพื่อทวง
ตำแหน่งคืน 
ทั้งนี้คุณปู่มิอุระพร้อมทั้งลูกชาย ไกด์นำทางและนักไต่เขาคนอื่นๆ ได้เริ่มปีนเขาช่วงสุดท้าย
ที่มีความสูงถึง 8,850 เมตร เมื่อเวลาประมาณ 02.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น ก่อนที่จะสามารถ
พิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์ได้ในอีก 7 ชั่วโมงต่อมา และได้รับการยืนยันจากเจ้าหน้าที่ชาวเนปาล
ว่า คุณปู่มิอุระสามารถพิชิตยอดเขาได้สำเร็จ โดยเขาเปิดเผยว่า การพิชิตยอดเขาเอเวอร์เรสต์
ในครั้งนี้ท้าทายต่อข้อจำกัดทางด้านร่างกาย และยกย่องว่าธรรมชาตินั้นยิ่งใหญ่ และถึงแม้ว่า
จะเหนื่อยมากแต่เขาก็รู้สึกดีที่สามารถทำได้สำเร็จ และเป็นความรู้สึกที่สุดยอดที่สุดอีกด้วย 
คุณปู่มิอุระ เคยเป็นนักสกีเอ็กซตรีมเจ้าของสถิติโลกประเภทความเร็วเมื่อปี 2552 แต่ได้รับ
บาดเจ็บที่กระดูกเชิงกรานและต้นขาซ้าย รวมถึงเคยเข้ารับการผ่าตัดหัวใจหลายครั้งก่อน
การปีนครั้งนี้

ภาพและข้อมูลจาก http://www.matichon.co.th

โปแลนด์สร้างชื่อ"ผ่าตัดเปลี่ยนถ่ายหน้า"เร็วที่สุดในโลก


สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 22 พ.ค.ว่า คณะแพทย์โปแลนด์ประสบ
ความสำเร็จในการผ่าตัด"เปลี่ยนถ่ายใบหน้า"ให้แก่เหยื่อคนไข้ผู้เคราะห์ร้ายรายหนึ่ง"
ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนถ่ายอวัยวะใบหน้าคนไข้เป็นครั้งแรกของประเทศ โดยใช้เวลา
น้อยที่สุดของโลก หรือเพียงสามสัปดาห์เท่านั้น



รายงานระบุว่า แพทย์ของสถาบันศูนย์มะเร็งและการศึกษาและการรักษาด้านเนื้องอกของ
ร่างกาย(วิทยาเนื้องอก) ในเมืองกลิวิค ได้ทำการผ่าตัดเปลี่ยนถ่ายใบหน้าให้แก่นายเกอร์เซกอซ
หนุ่มคนไข้ซึ่งได้รับอุบัติเหตุระหว่างการทำงานบริเวณใบหน้า ซึ่งอาการที่ผ่านมาถึงขั้นย่ำแย่
และเสี่ยงที่จะเสียชีวิต และต้องรับการเปลี่ยนถ่ายใบหน้าเพียงสถานเดียว


โดยคณะแพทย์ได้ตัดสินใจทำการเปลี่ยนถ่ายใบหน้าและกระดูก ใช้เวลา 27 ชม.ภายหลัง
ได้รับการบริจาคอวัยวะตามที่ต้องการ ประกอบด้วยกรุ๊ปเลือด ลักษณะโครงหน้าที่สามารถ
ทดแทนกันได้ ความใกล้เคียงของอายุของคนไข้และผู้บริจาค โดยขั้นตอนดังกล่าว
แพทย์ได้ประกอบโครงสร้างให้เข้ากับใบหน้าของนายเกอร์เซกอซ ในบริเวณรอบดวงตา
จมูก กราม และส่วนอื่นๆ ของใบหน้า และดำเนินการขั้นตอนการเปลี่ยนถ่ายอวัยวะใบหน้า


ด้านดร.อดัม มาซียิวสกี้ หัวหน้าคณะศัลยแพทย์บอกว่า นับเป็นครั้งแรกที่สถาบันได้ทำการ
เปลี่ยนถ่ายอวัยวะใบหน้าคนไข้ ซึ่งถือเป็นทางเลือกสุดท้ายของผู้ป่วยประเภทนี้ หากการทำ
ศัลยกรรมพลาสติก หรือการประกอบโครงหน้าทั่วไปไม่ได้ผล และแพทย์เห็นว่า เทคนิค
ดังกล่าวเหมาะสมที่สุดสำหรับนายเกอร์เซกอซ เนื่องจากหากผ่าตัดโดยทั่วไป เขาจะต้อง
เผชิญกับอาการเจ็บปวดยาวนาน รวมทั้งเสี่ยงต่อการติดเชื้อเนื่องจากฐานกระดูกซึ่งติดกับ
สมองโผล่ออกมาภายนอก และการผ่าตัดทั่วไปอาจทำให้สมองของเขาไม่สามารถทำงาน
ได้เป็นปกติอีกต่อไป รวมทั้งปัญหาด้านการหายใจ และการรับประทานอาหารด้วย ดังนั้น
แพทย์จึงมีเพียงทางเลือกเดียว คือ ต้องเสี่ยงเปลี่ยนถ่ายอวัยวะใบหน้าของเขา

                                             


 รายงานระบุว่า ที่ผ่านมา ทั่วโลกมีการเปลี่ยนถ่ายใบหน้าให้แก่คนไข้เป็นจำนวนเพียงกว่า 
12 ราย โดยรายแรกเกิดขึ้นเมื่อปี 2005 ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า เขาเชื่อว่า การผ่าตัดนี้
จะเป็นการนำร่องแนวทางผ่าตัดแบบการเปลี่ยนถ่ายใบหน้าให้แก่ผู้ป่วยต่อเหล่าแพทย์
ทั้งหลายในโลก เหมือนอย่างที่ทีมแพทย์โปแลนด์ทำได้สำเร็จ แต่เตือนว่า การผ่าตัดดังกล่าว
ควรจะปรึกษาต่อคนไข้ซึ่งมีอาการหดหู่และเครียดจากสภาพใบหน้าเสียโฉมที่เป็นอยู่ ว่าพวกเขา
จะได้รับการเปลี่ยนถ่ายใบหน้าในระยะเวลาสั้น ๆ ที่พวกเขาอาจไม่พอใจต่อผลที่ออกมา 

ทั้งนี้ สำหรับการผ่าตัดเปลี่ยนถ่ายหน้าถือเป็นกระบวนการที่ซับซ้อนและยาก และโดยปกติแล้ว
ต้องใช้เวลาเตรียมการต่อเนื่องยาวนานหลายเดือน หรือนับปีทีเดียว 

ภาพและข้อมูลจาก http://www.matichon.co.th

วันอังคารที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

2 ตายายใจประเสริฐสอนเด็กยากจนฟรี นานนับ 20 ปี


    

      เว็บไซต์ต์เตื่อยแจ๋นิวส์ ได้เล่าเรื่องราวเมื่อวันที่ 20 พ.ค.ที่ผ่านถึงสองสามีภรรยาคู่หนึ่้ง
ที่แม้อายุจะชราแล้วก็ตาม แต่ก็ยังไม่คิดที่จะหยุดสอนหนังสือให้กับเด็กๆที่ยากจนและด้อยโอกาส 
     คู่สามีภรรยาคู่นี้มีชื่อว่า ฮวิน วาน แพ และ ฮวิน จี ลานอาศัยอยู่ทางตอนใต้ของประเทศ
เวียดนาม ทั้งสองได้อุทิศเวลาทั้งชีวิตเพื่อช่วยเหลือด้วยการสอนหนังสือให้เด็กประถมที่ด้อย
โอกาส โดยไม่คิดค่าเลี้ยง นานกว่า 20 ปี  โดยทั้งคู่จะเเบ่งกันสอนเด็กแต่ละชั้นปีไป 
    ทั้งนี้ ครูน้ำใจงามทั้งสองคนเผยว่า มีเด็กหลายคนที่ผ่านการสอนของเขาต่างได้ดิบได้ดี
ในอนาคต ทั้งศึกษาในมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงของประเทศ และได้งานทำดีๆ โดยพวกเขา
ทั้งสองจะมุ่งมั่นทำอาชีพคู่นี้ต่อไป เพื่อเด็กนักเรียนทุกคนที่เขาดูแล 

ภาพและข้อมูลจาก http://news.boxza.com

แพทย์จีนประสบความสำเร็จในการพัฒนาหัวใจเทียมรุ่นใหม่





โรงพยาบาลนานาชาติ คาส ดิวาส คูลาร์ (TEDA) ในมหานครเทียนจิน ประเทศจีน ได้เปิดตัว
หัวใจเทียมรูปแบบใหม่ ที่มีการพัฒนาเทคโนโลยี แบบเดียวกันกับการออกแบบจรวด คือ มี
ขนาดเล็ก น้ำหนักเบา และมีความปลอดภัยสูง แต่ความสำเร็จของการพัฒนาหัวใจเทียม
รูปแบบใหม่นี้ ยังอยู่ในช่วงของการทดลอง โดยเมื่อ 2 เดือนที่แล้ว นักวิจัยได้ทำการทดลอง
ใส่หัวใจเทียมเข้าไปในแกะ และพบว่า แกะตัวนั้นยังคงแข็งแรงดี กินอาหารได้เป็นปกติ จนถึง
ทุกวันนี้ รวมเป็นเวลานับตั้งแต่เริ่มการทดลองได้นานถึง 62 วัน 
จากรายงานการทดลอง พบว่า มีผู้ป่วยกว่า 1,000 คน ในประเทศจีน ที่ยังคงประสบปัญหา
เกี่ยวกับโรคหัวใจ และอีกหลายคนที่ยังรอการเปลี่ยนถ่ายหัวใจใหม่ เพื่อให้มีชีวิตรอด อย่างไร
ก็ตาม ในแต่ละปีมีผู้ป่วยเพียงไม่กี่คนเท่านั้น ที่ได้รับโอกาสในการเปลี่ยนถ่ายหัวใจ ดังนั้น
เทคโนโลยีหัวใจเทียมรูปแบบใหม่นี้ จึงได้นำความหวังใหม่มาสู่ผู้ป่วย ที่กำลังรอรับการผ่าตัด
อีกเป็นจำนวนมาก 
โดย พัชรพรรณ นันทภัทราวิทย์ จาก  http://news.springnewstv.tv

สาวมะกัน ประดิษฐ์อุปกรณ์ชาร์จแบตสมาร์ทโฟนเต็ม แค่ 20 วินาที


นักเรียนหญิงจากรัฐแคลิฟอร์เนียของสหรัฐฯ ได้สร้างสิ่งประดิษฐ์ที่สร้างความสนใจให้แก่
บริษัทยักษ์ใหญ่อย่างกูเกิล ที่สามารถชาร์จแบตเตอรีสมาร์ทโฟนให้เต็มโดยใช้เวลาเพียง
20 วินาที

                          


อุปกรณ์ชาร์จแบตเตอรีโทรศัพท์ ที่มีชื่อว่า "ซูเปอร์คาแพซิเตอร์" ของน.ส.อีชา แคร์
วัย 18 ปี จากเมืองซาราโตกา ทำให้เธอคว้าเงินรางวัล 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ จาก
งานอินเทล อินเตอร์เนชันแนล ไซแอนซ์ แอนด์ เอนจิเนียริง แฟร์ ที่เมืองฟีนิกซ์ ในฐานะ
รางวัลนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์ดีเด่น เอาชนะคู่แข่งกว่า 1,600 คน จาก 70 ประเทศ
ไปอย่างง่ายดาย

อุปกรณ์ดังกล่าว จะช่วยลดเวลาการชาร์จแบตเตอรีโทรศัพท์ ที่เดิมกินเวลาหลายชั่วโมง
ให้เหลือเพียง 20 วินาที อีกทั้งสามารถใช้ได้นานขึ้นอีกด้วย

แคร์เปิดเผยว่า กระทั่งปัจจุบัน อุปกรณ์"ซูเปอร์คาแพซิเตอร์" (supercapacitor) สามารถใช้
ชาร์จได้เฉพาะกับอุปกรณ์หน้าจอแอลอีดีขนาดเล็กเท่านั้น ก่อนที่จะดัดแปลงเพื่อนำมาใช้
ชาร์จโทรศัพท์มือถือ และหวังว่าในอนาคตจะสามารถนำไปใช้เพื่อชาร์จแบตเตอรีรถยนต์
และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ โดยอาศัยความสนใจในวิชาเคมีระดับนาโน

แคร์ ซึ่งปัจจุบันศึกษาอยู่ที่โรงเรียนมัธยมลินบรู๊ค เตรียมเดินทางไปศึกษาต่อยังมหาวิทยาลัย
ฮาร์วาร์ด ในช่วงฤดูใบไม่ร่วงปีนี้ เพื่อศึกษาในสาขาที่เธอสนใจ ขณะที่บริษัทด้านเทคโนโลยี
ยักษ์ใหญ่อย่างกูเกิล ก็ให้ความสนใจในตัวเธอเช่นกัน

แคร์กล่าวว่า อุปกรณ์ดังกล่าวมีความยืดหยุ่นสูงและมีขนาดเล็ก จึงสามารถนำไปติดในเสื้อผ้า
หรือกระดาษม้วนได้ และสามารถนำไปใช้ชาร์จแบตเตอรีได้ถึง 10,000 ครั้ง หรือมากกว่า
แบตเตอรีปกติราว 10 เท่า

หวังว่าพวกเราคงจะได้ใช้ในเวลาอีกไม่นานนะ

ภาพและข้อมูลจาก http://www.matichon.co.th




วันอาทิตย์ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

เด็กไทยคว้า 3 รางวัลจาก เวที “ISEF 2013” สหรัฐอเมริก


เมื่อ 18 พ.ค.56  ตามเวลาประเทศไทย ซึ่งเป็นเช้าวันที่ 17 พ.ค.ตามเวลาท้องถิ่นของอเมริกา 
ผู้สื่อข่าวเดลินิวส์ (@Travel_DN รายงานสดผ่านทวิตเตอร์จากการแข่งขันรอบตัดสินในรายการ
Intel International Science and Engineering Fair 2013 ที่ฟีนิกซ์  ประเทศสหรัฐอเมริกา
จัดโดยบริษัท อินเทล ซึ่งมีตัวแทนจากนานาประเทศในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายเข้าร่วมกา
รแข่งขันกว่า 600 โครงงาน จาก 17 ประเภทการแข่งขันซึ่งการแข่งขันเวทีนี้มีนักเรียนไทย 5 ทีม
ที่เข้าร่วมการแข่งขัน
ผลปรากฏว่า ทีมนักเรียนไทยสามารถคว้ามาได้ทั้งหมด 3 รางวัล ประกอบด้วย 
รางวัลอันดับที่ 3 จากทีมโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ ซึ่งทำโครงงานด้านการจัดการสิ่งแวดล้อม“การศึกษาประสิทธิภาพของดินฟอกสี ของเหลือจากอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มกับความสามารถในการดูดซับโลหะทองแดง” 
 รางวัลอันดับที่ 4 จากทีมโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน ซึ่งทำโครงงานวิทยาศาสตร์ด้านพืชเรื่อง
 “ปัจจัยที่มีผลต่อการตอบสนองของกาบหอยแครง” 
และรางวัลอันดับที่ 4 อีกทีมเป็นของโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ซึ่งทำโครงงานทางด้านการจัดการ
สิ่งแวดล้อม “เครื่องยนต์สเตอริ่งสันดาปภายนอกโดยใช้ไบโอก๊าซ” 
สำหรับโครงงานด้านการจัดการสิ่งแวดล้อม “การศึกษาประสิทธิภาพของดินฟอกสี ของเหลือ
จากอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มกับความสามารถในการดูดซับโลหะทองแดง” ผลงานของ  น.ส.
อภิษฎา จุลกทัพพะ จากโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์  เป็นโครงงานที่คิดค้นขึ้นเพราะเล็งเห็นว่า
ในอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มจำเป็นจะต้องมีการใช้ดินฟอกสีเพื่อเปลี่ยนน้ำมันปาล์มสีแดงมาเป็น
น้ำมันพืชสีเหลืองอย่างที่เห็น โดยในแต่ละวันมีกากของเสียที่เป็นดินฟอกสีซึ่งจะต้องนำเข้าดิน
ภูเขาไฟจากประเทศอินโดนีเซียมาใช้ในกระบวนการเป็นจำนานมากถึง 20 ตัน/เดือน หรือ
23,000 ตัน/ปี แต่เดิมดินฟอกสีที่เหลือเหล่านี้ถูกนำไปใช้ในการทำปุ๋ยหรือผสมในอาหารสัตว์
แต่ต่อมามีกฎหมายห้ามดินฟอกสีจึงกลายเป็นปัญหาที่อุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันจะต้องหาทาง
กำจัดด้วยการฝังกลบ แต่ผู้วิจัยเห็นว่าดินฟอกสีเหล่านี้ยังน่าจะมีประโยชน์จึงได้นำมาทดลอง
บำบัดน้ำเสียที่มีองค์ประกอบของทองแดงผสมอยู่ โดยพบว่ามีประสิทธิภาพในการดูดซับถึง
ร้อยละ 96 ในน้ำ ซึ่งเชื่อว่าจะสามารถต่อยอดงานวิจัยเพื่อใช้ในการบำบัดน้ำเสียแบบระบบปิด
จากอุตสาหกรรมชนิดอื่น ๆ ได้ด้วย และดินฟอกสีก็จะไม่เป็นเพียงขยะอุตสาหกรรมอีกต่อไป
ส่วนผลรางวัลแกรนด์ไพรซ์ หรือ Intel International Science and Engineering Fair Grand
Awards Ceremony ซึ่งเป็นรางวัลสูงสุดในเวที ISEF 2013 โดยมีเงินรางวัล 75,000 ดอลลาร์
ตกเป็นของนักเรียนชาวโรมาเนียวัย 19 ปี เจ้าของผลงานโปรแกรมขับเคลื่อนรถยนต์อัตโนมัติ
ราคาประหยัด โดยใช้งบประมาณในการก่อสร้างราว 4,000 ดอลลาร์ ได้รับรางวัล กอร์ดอน อี.
มัวร์ รางวัลพิเศษจากการสนับสนุนของมูลนิธิอินเทล หลังคว้ารางวัลอันดับ 1 ด้าน Computer
Science ในงานเดียวกัน แนวคิดของโครงงานนี้เกิดขึ้นจากการที่ไอโอนัท พบว่า แต่ละปีมีคน
ต้องเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์กว่า 2.5 ล้านคน โดยสาเหตุกว่าร้อยละ 87 มาจากความ
บกพร่องของผู้ขับขี่ ดังนั้นจึงคิดค้นโปรแกรมที่สามารถควบคุมการบังคับทิศทางของรถ
ให้ถูกต้องและเป็นไปตามกฎจราจร ซึ่งเชื่อว่าจะช่วยลดอุบัติเหตุลงได้.


ภาพและข้อมูลจาก http://www.dailynews.co.th

นักวิจัยสตรีไทยกวาดรางวัลนานาชาติ KIWI2013


ศ.นพ.สุทธิพร จิตต์มิตรภาพ เลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ(วช.)แถลงว่าได้ร่วมกับ
มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จ.เชียงใหม่และ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี จ.ปทุมธานี
นำผลงานนวัตกรรมของนักวิจัยสตรีเข้าร่วมประกวดงานแสดงสิ่งประดิษฐ์ของสตรีนานาชาติ
ประเทศเกาหลี ประจำปี 2556 ( Korea International Women’s Invention Exposition 2013
หรือ KIWIE2013) ซึ่งมีผลงาน 300 รายการจาก112 หน่วยงาน 25 ประเทศเข้าร่วม โดยนักวิจัย
สตรีไทย ได้รับรางวัล 8 ผลงาน ดังนี้
1.ระบบไบโอรีแอกเตอร์(Bioreactor)สำหรับอุตสาหกรรมการขยายพันธุ์พืช ของรศ.ดร.นพมณี
โทปุญญานนท์และดร.พูลพัฒน์ พูนน้อย จาก มหาวิทยาลัยแม่โจ้  ซึ่งทำให้สามารถขยายกล้า
พันธุ์พืช 1 ล้านต้น ด้วยคนเพียง 4 คน เทียบกับทั่วไปที่ใช้ถึง 24 คน โดยได้รางวัลเหรียญทอง
และรางวัลสเปเชียล อวอร์ด จากกรีนเทคโนโลยี อินเวนชั่น โซไซตี้ ไต้หวัน 
2.งานวิจัย”การวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์จากใบข้าว ของ ดร.สุธยา พิมพ์พิไล ได้รางวัลเหรียญงิน
และสเปเชียล อวอร์ด จากไต้หวัน 
3.ผลงานเจลมาสค์หน้าสาหร่ายเต่า หรือSpirogira Alga Facial Biomask โดยใช้สาหร่ายทีพบ
ได้ง่ายทางภาคเหนือมาสกัดพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เวชสำอาง แก้ปัญหาฝ้าและจุดด่างดำ ได้รางวัล
เหรียญทอง และสเปเชียล อวอร์ด จากเกาหลี 
4.ผลงานวิจัยน้ำพริกกะปิผง ของ ผศ.สุแพรวพันธ์ โลหะลักษณาเดช มหาวิทยาลัยเทคโนโลยี
ราชมงคลศรีวิชัย วิทยาเขตตรัง ได้รางวัลเหรียญทอง จากสำนักงานทรัพย์สินทางปัญญาและ
สมาคมสตรีอุตสาหกรรมแห่งประเทศเกาหลี
5.ผลงานเครื่องช่วยเรียนรู้อักษรเบรล 2 ภาษาบนระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ ของรศ.ดร.สุวรินทร์
ปัทมวรคุณ และนายจตุรพิธ เกราะแก้ว  มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ได้รางวัลเหรียญทอง
จากงาน KIWIE2013 จากสถาบันสิ่งประดิษฐ์เกาหลี และสำนักข่าวสิ่งประดิษฐ์เกาหลี 
6.ผลงานระบบการเรียนรู้การนวดไทยเพื่อผู้พิการทางสายตา ของรศ.ดร.สุวรินทร์ ปัทมวรคุณ และ
นายจตุรพิธ เกราะแก้ว ได้เหรียญเงินจากงานประกวด
และอีก 2 เหรียญทองจาก สถาบันสิ่งประดิษฐ์เกาหลี และสำนักข่าวสิ่งประดิษฐ์เกาหลี และรางวัล
จากไต้หวัน 8.ผลงาน หัวเชื้อราอัดเม็ดเพื่อการพัฒนาชุมชนตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ของ
ผศ.ดร.สุกาญจน์ รัตนเลิศนุสรณ์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ได้เหรียญเงินจากการ
ประกวด

ภาพและข้อมูลจาก http://www.dailynews.co.th

ทีมวิจัยสมาร์ทแล็บ คิดเครื่องรักษาผู้ป่วยโรคกระดูกได้แล้ว


ปัจจุบันมีผู้ป่วยเกี่ยวกับกระดูกเพิ่มสูงขึ้น ไม่ว่าเกิดการสูญเสียแตกหักจากอุบัติเหตุหรือเกิดจาก
โรคกระดูกพรุน ล้วนส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันอย่างมาก ขณะที่การรักษาต้องใช้เวลา
และการสร้างกระดูกใหม่ต้องใช้ระยะเวลานาน
ล่าสุด ทีมวิจัยสมาร์ทแล็บ (SMART LAB) ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล และหลัก สูตรวิศวกรรม
ชีวภาพ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ได้คิดค้นวิจัย
และพัฒนา “เครื่องกระตุ้นเซลล์กระดูกด้วยพลังงานกลและพลังงานแสง” ขึ้น เพื่อช่วยลดระยะ
เวลารักษาโรคทางกระดูกให้กับผู้ป่วย
นายชัยยง โกยกุล นักวิจัยด้านวิศวกรรมชีวภาพ หนึ่งในทีมนักวิจัย สมาร์ทแล็บ เปิดเผยถึงแนวคิด
ในการพัฒนาเครื่องกระตุ้นเซลล์กระดูกด้วยพลังงานกลและพลังงานแสงว่า แม้ปัจจุบันเราจะมี
เทคโนโลยีที่สามารถสร้างเซลล์กระดูกขึ้นภายนอกร่างกายและนำกลับเข้าไปใส่ในร่างกายได้
แต่ยังต้องใช้เวลานานหลายเดือนหรือเป็นปี แต่เทคโนโลยีที่ทีมนักวิจัยพัฒนาขึ้นนี้ จะทำให้
กระดูกเติบโตภายนอกร่างกายได้เร็วขึ้นกว่าปกติหลายเท่าตัว
สมมุติว่า การรักษาผู้ป่วยเข้าเฝือก 10 เดือน ก็จะลดระยะเวลาลงเหลือประมาณ 4 เดือน และ
สามารถเข้ากับร่างกายได้เป็นอย่างดี ที่สำคัญสามารถอยู่ได้ตลอดไปโดยไม่ส่งผลกระทบใด ๆ
ต่อร่างกายมนุษย์

“การรักษาผู้ป่วยเกี่ยวกับโรคกระดูกนั้น แพทย์จะตัดกระดูกจากบริเวณตะโพกของผู้ป่วยนำมา
ใส่แทนบริเวณกระดูกที่สูญเสียหรือแตกหักแม้ว่าการรักษาโดยใช้กระดูกของผู้ป่วยเองจะมีการ
ตอบสนองที่ดีกว่า แต่กรณีของผู้ป่วยโรคกระดูกพรุนการใช้กระดูกของผู้ป่วยจะไม่มีความแข็งแรง
พอ เพราะผู้ป่วยโรคนี้กระดูกจะเปราะบาง เกิดการแตกหักได้ง่ายจึงไม่เหมาะที่จะนำกระดูกของ
ผู้ป่วยมาใช้ในการรักษา หรือในกรณีที่รับบริจาคกระดูกมาก็อาจมีผลข้างเคียงเกิดขึ้นได้
หากร่างกายเกิดการต่อต้าน หรือกรณีใช้กระดูกเทียมแต่ก็ไม่ใช่กระดูกจริง ข้อเสียคือ มีสารพิษ
หรือสารก่อมะเร็งในร่างกายได้ และด้วยสมบัติทางกลที่แตกต่างกันระหว่างกระดูกเทียมและ
กระดูกจริงส่งผลให้ผู้ป่วยจะต้องกลับมาเปลี่ยนกระดูกทุก ๆ 10 ปี”
ดังนั้น เพื่อเพิ่มแรงกระตุ้นการเกิดกระดูกใหม่ให้เร็วขึ้น ทีมนักวิจัยฯ เริ่มจากทำการทดลองโดย
ใช้เทคนิค Tissue engineering ซึ่งเป็นการนำสเต็มเซลล์ของผู้ป่วยมาเพาะเลี้ยง เพื่อเพิ่มจำนวน
เซลล์กระดูกให้เพิ่มมากขึ้นในห้องแล็บ ซึ่งวิธีนี้ผู้ป่วยจะได้กระดูกจริง 100% แต่เซลล์กระดูก
ที่สร้างขึ้นใหม่นี้ใช้เวลาเติบโตประมาณ 2 เดือนยังถือว่าช้า จึงได้หาวิธีเพื่อกระตุ้นเร่งเซลล์ให้
สร้างกระดูกใหม่ได้เร็วขึ้นอีก โดยอาศัยความรู้ทางวิศวกรรมเครื่องกลเข้ามาช่วยพัฒนาการเติบโต
ของกระดูกให้เร็วขึ้น
นอกจากนี้ยังได้ทดลองโดยศึกษาพบว่าแสงที่มีความยาวคลื่นเฉพาะบางชนิดสามารถกระตุ้น
การเกิดกระตุ้นใหม่ให้เร็วขึ้นจากเดิมถึง 2 เท่า จากนั้นจึงนำอุปกรณ์ทางกล คือ กด-ดึง และแสง
มาผนวกเข้าด้วยกัน กลายเป็น “เครื่องกระตุ้นเซลล์กระดูกพลังงานกลและพลังงานแสง” ซึ่งกว่า
จะพัฒนาเครื่องดังกล่าว ต้องใช้เวลาในการคิดค้นและวิจัย จนมั่นใจในผลการทดลองนานเกือบ
 4 ปี

นอกจากองค์ความรู้ที่ได้ข้างต้น ทีมวิจัยสมาร์ทแล็บยังได้พัฒนาต่อยอดผลิต “เครื่องตรวจวัด
ความหนาแน่นของมวลกระดูกด้วยแสงโดยไม่ต้องทำลายเนื้อเยื่อ” อีกด้วย
ด้าน ผศ.ดร.อนรรฆ ขันธะชวนะ หัวหน้าทีมวิจัย กล่าวว่า ที่ผ่านมา มจธ. ได้พยายามที่จะพัฒนา
เทคโนโลยีในการรักษาโรคกระดูก โดยการนำโจทย์ทางการแพทย์มาเป็นตัวตั้ง แต่นำความรู้
ทางด้านวิศวกรรมและชีวภาพเข้ามาพัฒนาเพื่อตอบโจทย์ให้กับวงการแพทย์ ซึ่งจะส่งผลดีต่อ
สังคมส่วนรวม
การพัฒนาเครื่องกระตุ้นเซลล์กระดูกนี้ จะช่วยให้ในอนาคต คนไม่ต้องผ่าตัด ดามเหล็ก แต่
จะเป็นการนำกระดูกที่ถูกสร้างขึ้นในห้องทดลองแล้วนำไปปลูกถ่ายในร่างกายคนได้จริงและ
สามารถช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาที่เร็วขึ้น

ภาพและข้อมูลจาก http://www.dailynews.co.th

วันพฤหัสบดีที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

บทเพลงแสนเหงาจากอวกาศยอดวิวทะลุล้าน

คริส แฮดฟิล์ด ขับร้องและถ่ายทำมิวสิควิดีโอเพลง Space Oddity ของ เดวิด โบวี ใหม่ 
ซึ่งได้อรรถรสยิ่งขึ้นเมื่อเขาถ่ายทำและขับร้องบทเพลงขณะโคจรอยู่ในอวกาศ

       ผู้บังคับการสถานีอวกาศหยิบ Space Oddity บทเพลงในตำนานมาขับร้องใหม่
ถ่ายทำมิวสิกใหม่กลางอวกาศ ยอดวิวในยูทิวบ์ทะลุล้าน

       
       คริส แฮดฟิล์ด (Chris Hadfield) ผู้บังคับการสถานีอวกาศนานาชาติ (ISS) มีกำหนดเดินทาง
กลับโลกในเช้าวันที่ 14 พ.ค.นี้ตามเวลาประเทศไทย พร้อมลูกเรืออีก 2 คนคือ โรมัน โรมันเนโก (Roman Romanenko) มนุษย์อวกาศรัสเซีย และทอม มาร์สเบิร์น (Tom Marshburn)
มนุษย์อวกาศขององค์การบริหารการบินอวกาศสหรัฐฯ (นาซา)

       
       หากแต่บทเพลง Space Oddity ของ เดวิด โบวี (David Bowie) ศิลปินในอังกฤษผู้เป็น
ตำนาน ที่แฮดฟิล์ดนำมาขับร้องใหม่และเพิ่งอัปโหลดขึ้นยูทิวบ์ (Youtube) เมื่อวันที่ 12
พ.ค.2013 
ที่ผ่านมา ก็มียอดชมเกินสิบล้านแล้ว
       
       สำหรับเพลง Space Oddity นี้เป็นเพลงที่ปล่อยออกมาเมื่อปี 1969 ซึ่ง เดวิด โบวี 
ได้ถ่ายทอดเนื้อหาบทเพลงที่เกี่ยวกับ เมเจอร์ ทอม (Major Tom)  มนุษย์อวกาศของนิยาย
วิทยาศาสตร์แฟนตาซีและภาพยนตร์เรื่อง 2001: A Space Odyssey   

       
คริส แฮดฟิล์ด กำลังร้องเพลง Space Oddity ของ เดวิด โบวี 
ที่เข้าได้ปรับเปลี่ยนเนื้อร้องให้สอดคล้องกับสถานการณ์ของเขาในอวกาศ

  แฮดฟิล์ดใช้ชีวิตอยู่บนสถานีอวกาศร่วม 5 เดือน ซึ่งช่วงประจำการนั้นเขาได้ทวีตทั้งข้อมูล 
และความบันเทิงให้แก่ผู้ติดตามเขาทางทวิตเตอร์นับแสนราย ซึ่งหลังจากเผยแพร่มิวสิควิดีโอที่
ถ่ายทำบนอวกาศเป็นครั้งแรก ทางโบวีเจ้าของบทเพลงก็ตอบกลับด้วยข้อความว่า “Hello Spaceboy”

       
       ก่อนจะปลดประจำการเพียง 2 ลูกเรือของสถานีอวกาศ 2 คน คือ มาร์สเบิร์น และ คริส
แคสซิดี (Chris Cassidy) มนุษย์อวกาศได้เดินอวกาศ (spacewalk) อย่างปัจจุบันทันด่วน
เพื่อซ่อมการรั่วของแอมโมเนียเหลวที่ให้หล่อเย็น โดยทำการเปลี่ยนเครื่องสูบสารหล่อเย็น
ที่คาดว่าเป็นปัญหา

       
       หลังการเดินอวกาศที่ใช้เวลาเตรียมตัวน้อยที่สุดดังกล่าว ก็ไม่ปรากฏการรั่วของแอมโมเนียอีก
แต่บีบีซีนิวส์ระบุว่า วิศวกรยังคงจับตาดูระบบเพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่เกิดปัญหาอื่นกับมนุษย์อวกาศอีก
3 คนที่เหลือบนสถานีอวกาศ

       
       แฮดฟิล์ดและลูกเรืออีก 2 คน ได้นั่งแคปซูลโซยุซ (Soyuz) ของรัสเซีย และลงมายังเมือง
ของคาซัคสถาน เมื่อ 09.31 น. วันที่ 14 พ.ค.ตามเวลาประเทศไทย

       
ดูคลิปเพลง  Space Oddity เวอร์ชั่น คริส แฮดฟิล์ด 



เปรียบเทียบ เวอร์ชั่น เดวิด โบวี  กับ คริส แฮดฟิล์ด
 ฟังเวอร์ชั่นดั้งเดิมของ เดวิด โบวี



ภาพและข้อมูลจาก  http://www.manager.co.th/และ http://www.youtube.com

วันพุธที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

“สมาร์ทสกิน” หนังเทียมจำลองความรู้สึกแห่งสัมผัส


 นักวิยาศาสตร์ก้าวหน้าไปถึงขั้นพัฒนาชุดวงจรที่สามารถรับรู้ถึงแรงกดทับในรูปแบบเดียวกับสัมผัสจากปลายนิ้วมนุษย์ ซึ่งเป็นความก้าวหน้าที่ช่วยเร่งสปีดในการพัฒนา “สมาร์ทสกิน” หนังเทียมที่มีความฉลาดให้สามารถรับรู้ถึงการกระทำที่ก่อให้เกิด “ความรู้สึก” บริเวณพื้นผิวได้ 
       
       รายละเอียดของนวัตกรรมดังกล่าวบีบีซีนิวส์ระบุว่า ทีมวิจัยได้ตีพิมพ์ลงวารสารไซน์ (Science) ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่จะช่วยให้หุ่นยนต์สามารถปรับความรู้สึกแห่งสัมผัสได้มากขึ้น โดยทีมวิจัยได้ใช้ลวดนาโนจากซิงค์ออกไซด์สร้างเป็นแผงทรานซิสเตอร์ที่เรียงกันประมาณ 8,000ชุด
       
       แต่ละทรานซิสเตอร์จะผลิตสัญญาณไฟฟ้าโดยไม่ขึ้นต่อกัน เมื่อถูกนำไปวางใต้กลไกที่ทำให้เกิดแรงตึง ซึ่งทรานซิสเตอร์ที่รู้สึกได้ถึงสัมผัสนี้เรียก “แทกเซลส์” (taxels) และมีความไวต่อสัมผัสที่เทียบเท่าสัมผัสจากปลายนิ้ว 
       
       หวัง จงหลิน (Zhong Lin Wang) ทีมวิจัยและศาสตราจารย์จากสถาบันเทคโนโลยีจอร์เจีย (Georgia Institute of Technology) สหรัฐฯ กล่าวว่าทุกการเคลื่อนไหวเชิงกล อย่างการเคลื่อนแขนหรือนิ้วของหุ่นยนต์ จะสามารถตีความเป็นสัญญาณควบคุมได้ ซึ่งจะทำให้หนังเทียมมีความฉลาดขึ้นและเหมือนผิวหนังมนุษย์มากขึ้นด้วย และจะทำให้ผิวของหุ่นยนต์รู้สึกได้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นบริเวณผิว
       
       การเลียนแบบความรู้สึกแห่งสัมผัสเชิงไฟฟ้านี้เป็นความท้าทายมานาน และสำเร็จได้ด้วยการวัดการเปลี่ยนแปลงความต้านทานที่เกิดขึ้นฉับพลันจากการสัมผัสเชิงกล โดยอุปกรณ์ที่ทีมวิจัยจอร์เจียเทคพัฒนานี้อาศัยความแตกต่างของปรากฏการณ์เชิงกายภาพที่เกิดขึ้นกับประจุจำนวนหนึ่งเมื่อวัสดุที่เรียกว่า “เพียโซอิเล็กทริก” (piezoelectric) อย่างเช่น ซิงค์ออกไซด์ เป็นต้น เกิดการเคลื่อนที่หรือถูกทำให้ตึง
       
       ปรากฏการณ์เพียโซอิเล็กทริกซิตี (Piezoelectricity) มักจะหมายถึง กระแสไฟฟ้าที่สะสมในของแข็งคงรูป ซึ่งตอบสนองต่อแรงกด โดยทรานซิสเตอร์ในหนังเทียมนี้จะมีกระแสไฟฟ้าเพียโซอิเล็กทริกที่ควบคุมการไหลของกระแสผ่านเส้นลวด แต่เทคนิคนี้ยังใช้ได้แค่ในวัสดุที่มีคุณสมบัติทั้งด้านเพียโซอิเล็กทริกและคุณสมบัติกึ่งตัวนำ ซึ่งพบได้ในเส้นลวดนาโนและฟิล์มบางบางชนิด
       
       ศ.หวังเสริมว่าเทคโนโลยีพื้นฐานใหม่นี้ช่วยให้เรา ควบคุมอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ได้โดยตรง และยังสามารถใช้งานได้หลากหลาย เช่น ใช้งานกับหุ่นยนต์ งานอินเตอร์เฟซระหว่างคนกับคอมพิวเตอร์ เป็นต้น


ภาพและข้อมูลจาก  http://www.manager.co.th

มาส์กพอกหน้าจาก “เทาน้ำ” ต้าน กระ ฝ้า คว้ารางวัลจากเกาหลีใต้


        นักวิจัยหญิงไทยหยิบ “เทาน้ำ” ใส่แผ่นเจลพอกหน้า นอกจากต้านริ้วรอยและ
ให้ความชุ่มชื้นแล้ว ยังมีฤทธิ์ต้านกระและฝ้า สร้างความฮือฮาจนคว้ารางวัลพิเศษ
จากเวทีประกวดสิ่งประดิษฐ์ของผู้หญิงที่เกาหลีใต้ เจ้าตัวเผยพร้อมผลิตจำหน่าย
ในเชิงพาณิชย์แล้ว 

       
       ผลงานแผ่นเจลพอกหน้าจากสาหร่ายเตาหรือสไปโรไจรา (Spirogyra) ที่พัฒนาขึ้น
โดย ดร.ดวงพร อมรเลิศพิศาล จากคณะเทคโนโลยีการประมงและทรัพยากรทางน้ำ
มหาวิทยาลัยแม่โจ้ เพิ่งได้รับรางวัลเหรียญทองจากการประกวดสิ่งประดิษฐ์ของนักวิจัยหญิง
นานาชาติเกาหลี ประจำปี 2556 (Korea International Women’s Invention Exposition 2013: KIWIE 2013) ซึ่งจัดขึ้นระหว่าง 30 เม.ย.-5 พ.ค. 56 ณ สาธารณรัฐเกาหลีใต้ และได้รับ
รางวัลพิเศษจากสำนักงานทรัพย์สินทางปัญญาเกาหลี (Korea Intellectual Property
Office: KIPO)

       
       ทั้งนี้ ดร.ดวงพร ได้เผย ถึงความพิเศษของรางวัลที่ได้รับว่า สำหรับรางวัลเหรียญทอง
ที่ได้นั้นเป็นรางวัลเหมือนการตัดเกรด หากคะแนนถึงเกณฑ์ก็ได้รับรางวัลนี้ และจะมีเหรียญ
รางวัลมาวางไว้ให้ที่บูธแสดงผลงาน หากแต่รางวัลพิเศษจากสำนักงานทรัพย์สินทางปัญญา
ของเกาหลีนั้นจะมอบรางวัลให้บทเวที แสดงถึงความพิเศษที่มากกว่า

       
       อะไรคือความโดดเด่นของแผ่นเจลพอกหน้าจากสาหร่ายเตา?
       
       ดร.ดวงพรให้ข้อมูลว่า สาหร่ายเตา หรือ เทาน้ำเป็นสาหร่ายสีเขียว ที่เราพบได้ตาม
แหล่งน้ำจืดทั่วไป แต่พบมากในภาคเหนือและอีสาน โดยจะพบหลังตามทุ่งนาหลังฤดูทำนา
และชาวบ้านนำมาบริโภคเป็นอาหารพื้นบ้านมานานแล้ว เนื่องจากมีโภชนาการสูง โดย
ประกอบไปด้วย คาร์โบไฮเดรต ไขมัน โปรตีน วิตามิน และเกลือแร่ และปัจจุบันมีการนำ
ทรัพยากรจากธรรมชาติมาพัฒนาเป็นอาหารสุขภาพและเวชสำอางจำนวนมาก

       
       จากการศึกษาทางพฤกษเคมีพบว่า สาหร่ายเตามีฤทธิ์ทางชีวภาพ โดยสารสกัดน้ำ
ที่ได้มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ ซึ่งหากนำมาใช้กับผิวแล้วจะให้ความชุ่มชื้น
และลดเลือนริ้วรอย ที่สำคัญคือยังพบว่ามีฤทธิ์ต้านเอนไซม์ “ไทโรสิเนส” ที่เป็นสาเหตุให้เกิด
ฝ้า กระและจุดด่างดำ อันเป็นคุณสมบัติที่โดดเด่นกว่าสารสกัดที่ต้านอนุมูลอิสระทั่วไป
จึงทำให้เกิดแนวคิดว่าควรนำมาทำเป็นผลิตภัณฑ์ด้านความงาม 



 “พอกหน้าแค่ 20 นาที จะให้ได้ผลต้องใช้อย่างต่อเนื่องอาทิตย์ละครั้ง และควรใช้คู่กับเซรั่มสาหร่ายเตาที่อาจารย์พัฒนามาคู่กัน โดยตัวเซรั่มใช้ทุกวันเช้า-เย็น” ดร.ดวงพรกล่าว และบอกว่าด้วยคุณสมบัติดังกล่าวสร้างความสนใจจากบริษัทเกาหลีและติดต่อขอนำไปจำหน่ายในเชิงพาณิชย์ หากอาจารย์ได้ร่วมโครงการกับทางสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (สนช.) ซึ่งติดต่อบริษัทเอกชนคือ บริษัท สมาร์ทไลฟ์ จำกัด มาเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายแผ่นเจลพอกหน้านี้แล้ว ซึ่งอีกไม่นานจะวางจำหน่ายในเชิงพาณิชย์
       
       ตั้งเป้าหมายสร้างผลิตภัณฑ์ออร์แกนิกส์
       
       เป้าหมายของ ดรงดวงพรคือพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้เป็นผลิตภัณฑ์ออร์แกนิกส์ที่ไร้สารเคมี โดยจะเข้าไปติดต่อเกษตรใน จ.แพร่ ซึ่งเพาะเลี้ยงสาหร่ายเตาเป็นอาชีพ เพื่อให้ผลิตสาหร่ายแบบปลอดสารเคมี และผลิตเป็นวัตถุดิบป้อนโรงงานผลิตแผ่นเจลพอกหน้า อีกทั้งยังช่วยเพิ่มมูลค่าของสาหร่ายเตาจะแผ่นจะไม่กี่บาทให้เป็นหลายร้อยหลายหมื่นได้
       
       นอกจากเป็นแผ่นเจลพอกหน้าแล้ว ดร.ดวงพรและคณะยังพบว่า สาหร่ายมีคุณสมบัติช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดจากการทดลองในหนู จึงได้พัฒนาเป็นเครื่องดื่มสุขภาพ ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์เป็นโยเกิร์ต ซึ่งผู้บริโภคจะได้ประโยชน์จากเส้นใยอาหารซึ่งช่วยในเรื่องระบบขับถ่ายด้วย  
       
       ในการพัฒนาแผ่นเจลพอกหน้าใช้เวลาเพียง 1 เดือน แต่ทั้งนี้เป็นผลจากการสั่งสมองค์ความรู้มายาวนาน โดย ดร.ดวงพรเคยทำงานอยู่ที่สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์และศึกษาเกี่ยวกับสาหร่ายทะเลเป็นเวลา 10 ปี กระทั่งเริ่มศึกษาเกี่ยวกับสาหร่ายน้ำจืดในระดับปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ย้ายไปทำงานที่มหาวิทยาลัยแม่โจ้
       
       สำหรับการประกวดสิ่งประดิษฐ์สำหรับนักวิจัยหญิงที่เกาหลีใต้นั้น ทาง วช.ได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยแม่โจ้คัดเลือกผลงานนักวิจัยหญิงไทยที่ได้รับสิทธิบัตรแล้วไปประกวดในเวทีดังกล่าว ซึ่งมีผลงานส่งเข้าประกวด 300 ผลงานจาก 25 ประเทศ โดยเป็นผลงานจากเกาหลี 160 ผลงาน และผลงานจากประเทศต่างๆ อีก 140 ผลงาน
       
       นอกจากแผ่นเจลพอกหน้าแล้ว ยังผลงานอื่นๆ ที่ได้รับรางวัลอีก เช่น ระบบไบโอรีแอคเตอร์ (Bioreactor) สำหรับอุตสาหกรรมการขยายพันธุ์พืช” ของ รศ.ดร.นพมณี โทปุญญานนท์ และ ดร.พูนพัฒน์ พูนน้อย จากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ที่ได้รับรางวัลเหรียญทอง จากสำนักงานทรัพย์สินทางปัญญาเกาหลี และสมาคมอุตสาหกรรมสตรีเกาหลี การวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์จากใบข้าว ของ ผศ.ดร.สุธยา พิมพ์พิไล มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ที่ได้รับรางวัลเหรียญเงิน จากสำนักงานทรัพย์สินทางปัญญาเกาหลี และสมาคมอุตสาหกรรมสตรีเกาหลี เป็นต้น


ภาพและข้อมูลจาก  http://www.manager.co.th

วันจันทร์ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ม.นเรศวรเจ๋ง!! คิดค้น “ครีมเทียมผงจากรำข้าว”ได้แล้ว


ถ้าจะกล่าวถึงเครื่องดื่มที่มีชื่อว่า “กาแฟ” คงจะไม่มีใครไม่รู้จัก เพราะตั้งแต่ เด็กจนถึงวัยรุ่น ก็คงเคยเห็นพ่อ-แม่ หรือว่าญาติผู้ใหญ่ตื่นเช้ามาก็เดินเข้าครัว หยิบถ้วยเครื่องดื่มก่อนที่จะใส่ผงกาแฟ แล้วกดน้ำก่อนที่จะใส่นมลงไป ก่อนที่จะใช้ช้อนคนแล้วก็มานั่งดูข่าวอยู่หน้าทีวีพร้อมกับจิบกาแฟถ้วยโปรด หรือหยิบหนังสือพิมพ์ที่มาส่งทุกเช้านั่งอ่านไปจิบกาแฟไป แต่ในปัจจุบันนี้มีผลิตภัณฑ์ที่สามารถนำมาใช้แทนนมข้นที่ชงผสมกับกาแฟ หรือชาได้แล้ว เราคงรู้จักกันในชื่อตามท้องตลาดว่า คอฟฟี่เมต หรือครีมเทียม ซึ่งในวันนี้เราจะพาท่านผู้อ่านไปรู้จัก “ครีมเทียมน้ำมันรำข้าว” ที่เป็นผลงานวิจัยชิ้นล่าสุดของทาง มหาวิทยาลัยนเรศวร จ.พิษณุโลก ที่สามารถทำการวิจัยและผลิตครีมเทียมน้ำมันรำข้าวขึ้นมาจนมีรสชาติไม่ต่างจากครีมเทียมแบบทั่ว ๆ ไป 
“ครีมเทียมจากน้ำมันรำข้าว” ผลงานวิจัยชิ้นล่าสุดจาก ภาควิชาอุตสาหกรรมเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  มหาวิทยาลัยนเรศวร ต.ท่าทอง อ.เมือง จ.พิษณุโลก โดยคณะทีมวิจัยในครั้งนี้ ประกอบด้วย ผศ.ดร.เหรียญทอง สิงห์จานุสงค์ อาจารย์ประจำภาควิชาอุตสาหกรรมเกษตร ผศ.ดร.ปวีนา น้อยทัพ ผู้ช่วยวิจัย และนิสิตปริญญาเอกจำนวน 4 คน คือ นายคุณากร ขัติศรี, น.ส.สุริยาพร นิพรรัมย์, น.ส.วาธิณี เมนฑกุล และ น.ส.นิภาวรรณ แพทย์ไชยโย ได้ใช้ระยะเวลาวิจัยและพัฒนาจากน้ำมันรำข้าว ตั้งแต่ปี 2550 ถึงปัจจุบัน จนสามารถทดลองจนเกิดเป็นผลิตภัณฑ์ “ครีมเทียมน้ำมันรำข้าว” ชนิดต่างๆ คือ ครีมเทียมผงจากน้ำมันรำข้าวบีบเย็นแบบผง และครีมเทียมน้ำมันรำข้าวแบบเหลว ซึ่งมีทั้งแบบครีมเทียมน้ำมันรำข้าวไขมันเต็ม (ธรรมดาทั่วไป) และครีมเทียมน้ำมันรำข้าว ชนิดพร่องไขมัน และทางทีมคณะวิจัยยังสามารถผลิต ผลิตภัณฑ์ตัวใหม่เพิ่มขึ้นมาใหม่คือ น้ำสลัดจากน้ำมันรำข้าวชนิดผง น้ำสลัดผสมข้าวกล้องหอมนิล และน้ำมายองเนส จากน้ำมันรำข้าวบีบเย็น ส่วนในเรื่องของคุณค่าทางอาหารนั้นทั้งช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ และชะลอความแก่ เนื่องจากน้ำมันรำข้าวบีบเย็น มีสารต้านอนุมูลอิสระธรรมชาติ (natural antioxidants) หรือสารพฤกษเคมี (phytochemicals) นอกจากนี้ ยังมีกรดไขมันอิ่มตัวเชิงเดี่ยวที่มีบทบาทช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ สารพฤกษเคมีดังกล่าวนี้พบในน้ำมันรำข้าวบีบเย็นในปริมาณที่สูงมากกว่าที่พบในน้ำมันรำข้าวที่ผ่านกระบวนการ อีกทั้งยังมี วิตามินอี ทั้งโทโคฟีรอลและโทโคไตรอีนอล, แกมมา-โอรีซานอล, กรดไขมันจำเป็น, ไฟโตสเตียรอล, เซราไมด์, สควอลีน, เมลาโทนินและฟอสโฟลิปิด ซึ่งสารอาหาร ซึ่งวิตามินและสารอาหารต่าง ๆ มีบทบาทและทำหน้าที่ของสาระสำคัญที่ช่วยชะลอความแก่ คือ ต้านอนุมูลอิสระ, บำรุงผิวพรรณให้นุ่มนวลและอ่อนเยาว์, ลบเลือนริ้วรอยเหี่ยวย่น ด่างดำ ฝ้า และกระ, ช่วยให้นอนหลับสบาย, ลดอาการเครียด, บำรุงสมอง, รักษาสมดุลของระบบประสาท และปรับสมดุลของระบบสตรีวัยทอง
ด้าน ผศ.ดร.เหรียญทอง กล่าวว่าจากการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่จากรำข้าว ซึ่งถือเป็นวัสดุที่เหลือทิ้งจากกระบวนการสีข้าว โดยทางเราได้ศึกษากระบวนการผลิตครีมเทียมผงจากน้ำมันรำข้าวบีบเย็นเพื่อเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับรำข้าวและเป็นทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้บริโภคเครื่องดื่มประเภทกาแฟและชาที่ใส่ใจสุขภาพ ซึ่งครีมเทียมส่วนใหญ่ในปัจจุบันที่กำลังวางจำหน่ายในท้องตลาดอยู่ในปัจจุบันนั้นซึ่งเป็นครีมเทียมที่ทำมาจากน้ำมันปาล์มและน้ำมันมะพร้าว ซึ่งมีปริมาณกรดไขมันอิ่มตัวสูง (50% และ 90% ตามลำดับ) ในขณะที่ผลงานการวิจัยในครั้งนี้ที่สามารถผลิต “ครีมเทียมน้ำมันรำข้าว” ที่มีปริมาณของ กรดไขมันอิ่มตัวต่ำ (15-20%) ซึ่งกรดไขมันอิ่มตัวนี้ ถ้าบริโภคในปริมาณมากก็จะเป็นสาเหตุของโรคหัวใจ และโรคมะเร็งได้ นอกจากนี้น้ำมันปาล์ม ที่เป็นส่วนประกอบในครีมเทียมทั่วไปนั้นต้องนำเข้าจากต่างประเทศรวมมูลค่าหลายล้านบาทต่อปี ในขณะที่รำข้าว สามารถผลิตเองในประเทศไทยปีละ 2-5 ล้านตัน ดังนั้นถ้าเรานำน้ำมันรำข้าวมาใช้ทดแทนน้ำมันปาล์มได้ก็จะเป็นการลดการนำเข้าน้ำมันปาล์ม อีกทั้งเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มและพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่จากรำข้าวด้วย
โดยกระบวนการผลิต “ครีมเทียมผงจากน้ำมันรำข้าว” ได้นำน้ำมันรำข้าวบีบเย็นมาใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตครีมเทียมผงแทนน้ำมันปาล์ม โดยครีมเทียมผงจากน้ำมันรำข้าวบีบเย็นมีคุณสมบัติทางเคมี กายภาพ และประสาทสัมผัสเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภค ซึ่งคล้ายคลึงกับครีมเทียมผงที่มีวางจำหน่ายทางการค้า และสามารถนำมาทดแทนได้ อีกทั้งครีมเทียมผงจากน้ำมันรำข้าวบีบเย็น มีคุณค่าทางโภชนาการสูงกว่าน้ำมันปาล์ม เนื่องจากครีมเทียมน้ำมันรำข้าวไม่ต้องผ่านกระบวนการใช้ความร้อนและสารเคมี จึงมีสารอาหารที่สำคัญ โดยเฉพาะสารต้านอนุมูลอิสระคงอยู่ในปริมาณสูง ทั้งนี้ผลงานวิจัย “ครีมเทียมผงจากน้ำมันรำข้าวบีบเย็น” ได้จดอนุสิทธิบัตรแล้ว และได้มีการต่อยอดการผลิตครีมเทียมผงและครีมเทียมเหลวแบบธรรมดา และแบบพร่องไขมันจากน้ำมันรำข้าวบีบเย็นและน้ำมันรำข้าวที่ผ่านกรรมวิธี เตรียมต่อยอดเชิงพาณิชย์เพื่อพัฒนาสู่การผลิตในระดับอุตสาหกรรมต่อไป โดยผลงานวิจัยในครั้งนี้ ได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)
จากการวิจัยในครั้งนี้จนสามารถสร้างผลิตภัณฑ์ “ครีมเทียมน้ำมันรำข้าว” ของภาควิชาอุตสาหกรรมเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มหา วิทยาลัยนเรศวร หากได้รับการต่อยอดพัฒนาสู่การผลิตระดับอุตสาหกรรมเพื่อผลิต “ครีมเทียมน้ำมันรำข้าว” มากขึ้นและเพียงพอต่อความต้องการของผู้ที่ชอบบริโภคเครื่องดื่มประเภทกาแฟและชาแล้ว นี่ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่จะลดการนำเข้าน้ำมันปาล์มของประเทศเรา และที่สำคัญยังช่วยให้ผู้ที่บริโภค “ครีมเทียมน้ำมันรำข้าว” ได้รับคุณค่าทางสารอาหารอย่างแน่นอน ดังที่ทีมคณะวิจัยได้ตั้งไว้ว่า “น้ำมันรำข้าวบีบเย็น เพิ่มมูลค่า ลดความเสี่ยงต่อหัวใจ และชะลอความแก่”.
ภาพและข้อมูลโดย จีรศักดิ์ ปิ่นทอง จาก http://www.dailynews.co.th

วันอาทิตย์ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

“เชฟเยาวชนไทย” คว้า 6 รางวัล ณ เวทีอาหารโลกที่ฮ่องกง



เชฟเยาวชนไทยโชว์ฝีมือเทียบชั้นเชฟอาชีพ คว้า 6 รางวัล 1 เหรียญทอง 4 เหรียญเงิน 1 เหรียญทองแดง เวทีแข่งขันทำอาหาร “HOFEX 2013 ”ที่ฮ่องกง เผยนำเมนูอาหารไทย”ยำคอหมูย่าง”- “ยำหัวปลี” อวดโฉมบุปเฟต์ประยุกต์พอคำเทียบชั้นจานอาหารยุโรปชนะใจกรรมการ



การเดินทาง เพื่อไปเพิ่มพูนประสบการณ์ และตามล่ารางวัลของเหล่าเชฟไทย ทั้งระดับอาชีพ และระดับเยาวชน ในนาม “ไทยแลนด์ คัลลินารี อคาเดมี” (Thailand Culinary Academy หรือ TC Academy ) จากเวทีการแข่งขันทำอาหารระดับนานาชาติเริ่มต้นขึ้นแล้วในปีนี้

นายวิวเมนต์ ลีออง เชฟสิงคโปร์หัวใจไทย ประธานผู้ก่อตั้งไทยแลนด์ คัลลินารี อคาเดมี่ และกรรมการสมาคมเชฟโลก กล่าวภายหลังการเดินทางกลับจากจากเวทีการแข่งขันทำอาหารรายการ “HOFEX 2013 ”ที่ประเทศฮ่องกง จัดขี้นระหว่างวันที่ 7-10 พฤษภาคม 2556 ซึ่งเหล่าเชฟไทยทั้งระดับอาชีพ และระดับเยาวชน รวม 15 คน ได้เดินทางกลับถึงประเทศไทยเมื่อวันที่ 11 พ.ค.56 ว่า 

การแข่งขันอาหารรายการ “HOFEX 2013 ”ที่ประเทศฮ่องกงจัดขึ้นทุก 2 ปี ครั้งนี้ได้ส่งเชฟระดับอาชีพ และระดับเยาวชนไทยลงแข่งขันทั้งหมด 11 รายการ โดยการแข่งขันหลายประเภทเป็นการแข่งขันระดับมืออาชีพ แต่ได้ตัดสินใจให้เชฟระดับเยาวชนลงแข่งขัน เพื่อให้ได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนประสบการณ์ 

โดยเชฟ 1 คนจะลงแข่งขันหลายรายการ ซึ่งไม่ทำให้ผิดหวัง เพราะสามารถคว้าเหรียญรางวัลทั้งประเภททีม และประเภทเดี่ยวมาได้ทั้งหมด 6 รางวัล แบ่งเป็น 1 เหรีญทอง 4 เหรียญเงิน และ 1 เหรียญทองแดง  ที่สำคัญการแข่งขันครั้งนี้มีการนำเมนูอาหารไทยเข้าร่วมการแข่งขันผสมผสานกับเมนูอาหารยุโรป เช่น ยำคอหมูย่าง และยำหัวปลี เป็นต้น


“เชฟทุกคนตั้งใจกันเต็มที่ แต่การแข่งขันเวทีนี้โอกาสที่จะได้เหรียญทองค่อนข้างยาก เพราะเป็นเวทีการแข่งขันที่ใช้มาตรฐานกฎกติกาการแข่งขันที่สูงมาก ใกล้เคียงกับการแข่งขันโอลิมปิกอาหาร โดยมีกรรมการจากสมาคมเชฟโลกกว่า 30 คนจากทั่วโลกมาเป็นผู้ตัดสิน และการให้คะแนนาของการแข่งขันทำอาหารจะแตกต่างจากการแข่งขันกีฬา  

ยกตัวอย่าง การแข่งขันทำอาหารจานหลักโชว์ 4 จาน จากผู้เข้าแข่งขันทั้งหมด 20 คน มีเชฟเยาวชนไทยเพียง 1 คนที่ได้เหรียญทองแดง  อีก 19 คนจากประเทศต่าง ๆ ไม่มีใครได้เหรียญรางวัลเลย เพราะกรรมการถือว่าไม่มีใครทำคะแนนได้ตามมาตรฐานที่กำหนดไว้”นายวิวเมนต์กล่าวและว่า
นอกจากนี้ เชฟไทยมีข้อจำกัดในการฝึกซ้อม  เนื่องจากเงินในการจัดซื้อวัตถุดิบมาฝึกซ้อมแต่ละครั้งต้องใช้อย่างจำกัด เพราะต้องเฉลี่ยเงินใช้ในการเดินทางไปแข่งขันด้วย ขณะที่วัตถุดิบของอาหารยุโรปหลายตัวมีราคาค่อนข้างสูง อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาพยายามสอนให้เชฟประยุกต์ ใช้วัตถุดิบของไทยที่มีคุณภาพดีมาทดแทนเสริมเข้าไป และราคาถูกกว่ามาก 
สำหรับความช่วยเหลือและการสนับสนุนจากหน่วยงานของภาครัฐจนถึงวันนี้ผ่านมา 3 ปีแล้ว นายวิวเมน์ กล่าวว่า การช่วยเหลือเงินจากภาครัฐมีปัญหาที่ว่า ทางไทยแลนด์ คัลลินารี อคาเดมี มีปัญหาเรื่องระเบียบของหน่วยราชการไทย ต้องหาเงินก้อนมาจ่ายค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ไปก่อนล่วงหน้า  แล้วถึงสามารถมาขอเบิกเงินย้อนหลังจากหน่วยราชการได้ ซึ่งทางไทยแลนด์ คัลลินารี ไม่มีเงินก้อนมากมายที่จะนำมาใช้จ่ายล่วงหน้า เพราะเชฟส่วนใหญ่ทำงานกินเงินเดือน 


ทุกวันนี้ได้รับความช่วยเหลือเงินสปอร์นเซอร์จากบริษัทเอกชน ต่างกับในหลายประเทศรัฐบาลกลางจะมีงบประมาณจัดสรรมาให้การสนับสนุน และถือว่าอาชีพเชฟเป็นหนึ่งในอาชีพที่สำคัญ เช่น ไต้หวันในการเดินทางไปแข่งขันที่ฮ่องกงจะมีงบประมาณให้เชฟ 60,000 บาทต่อคนต่อการแข่งขัน และหากได้เหรียญรางวัลมีเงินพิเศษเป็นกำลังใจให้อีก ขณะที่รัฐบาลไทยยังไม่ให้การยอมรับอาชีพเชฟ ทั้งที่เชฟไทยมีศักยภาพไม่แพ้ชาติใดในโลก

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ระหว่างวันที่ 14-16 เมษายน 2556 ทางไทยแลนด์ คัลลินารี ได้ประเดิมเวทีการแข่งขันแรกของปีนี้ในเวทีแข่งขัน  Australia Culinary  Federation  2013 ซึ่งจัดขึ้นที่เมืองเพิร์ธ ประเทศออสเตรเลีย เมื่อช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา
ไทยแลนด์ คัลลินารี อคาเดมีได้จัดส่งเชฟระดับอาชีพ และเชฟระดับเยาวชน จำนวน 21 คนเดินทางไปเข้าร่วมการแข่งขัน ทั้งหมด 17 ประเภท ทั้งอาหารคาวยุโรป หวานยุโรป และการแกะสลักโชว์ช็อคโกแลต และเทียน  โดยมีคู่แข่งจากหลากหลายประเทศเข้าร่วมการแข่งขัน โดยเฉพาะคู่แข่งที่ฝีมือฉกาจอย่างออสเตรเลีย , ฮ่องกง , สิงคโปร์ และเยอรมัน

สำหรับแผนการแข่งขันในปี 2556 มีการปรับแผนเล็กน้อย จากเดิมวางแผนไว้ 6 ประเทศ ซึ่งแข่งขันไปแล้ว 2 ประเทศคือ ออสเตรเลีย และฮ่องกง ที่เหลืออีก 3 ประเทศ ได้แก่ 
1)ระหว่างวันที่ 12-15 มิถุนายน 2556 การแข่งขัน รายการ "The Penang Chef Challenge 2012”เมืองปีนัง ประเทศมาเลเซีย  
2)วันที่ 18-20 มิถุนายน 2556 การแข่งขันรายการ”Costa Rica”ที่ประเทศคอสตาริกา  และ 
3)วันที่ 13-15 พฤศจิกายน 2556 การแข่งขันรายการ  “FHC CHINA”ที่เมืองเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน 

นอกจากนี้ได้ปรับแผนเพิ่มเติมอีก 2 ประเทศ ได้แก่ ดูไบ และเกาหลีใต้ โดยทั้งสองประเทศเพิ่งจะทำหนังสือเชิญให้เชฟไทยไปเข้าร่วมการแข่งขัน  ทั้งนี้ การแข่งขันที่เพิ่มขึ้น ต้องพยายามหาสปอร์นเซอร์เพิ่มขึ้นให้เพียงพอกับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นด้วย ซึ่งตอนนี้ยังขาดอีกประมาณ 1 ล้านกว่าบาท



เอ้า ..ใครที่พอมีเงินเหลือใช้ ก็ช่วยสนับสนุนหน่อยเพื่อชื่อเสียงของประเทศไทย


ภาพและข้อมูลจาก  http://www.matichon.co.th



วันเสาร์ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

2 พี่น้อง เด็กนักเรียนโรงเรียนเมืองพัทยา 8 สร้างความดี



 2 พี่น้อง เด็กนักเรียนโรงเรียนเมืองพัทยา 8 สร้างความดี เห็นกระเป๋าเงินหล่นต่อหน้า รีบเก็บกระเป๋าเข้าแจ้งความต่อตำรวจหาเจ้าของ

         ที่ สภ.เมืองพัทยา ทาง ร.ต.ท.จักรกฤษณ์ จันคำตา พนักงานสอบสวน สภ. เมืองพัทยา รับแจ้งจากเด็กเก็บกระเป๋าเงินได้แล้วนำมาแจ้งความเพื่อตามหาเจ้าของ ทราบชื่อพลเมืองดี 2 รายนี้ คือ ด.ช.วริทธิ์ธร  น้ำเย็น อายุ14  ปี เด็กนักเรียนโรงเรียนเมืองพัทยา 8  และ ด.ช.ชาคริต น้ำเย็น อายุ 12 ปี  ตรวจสอบภายในกระเป๋ามีเงินสดจำนวน 1,200 บาท พร้อมเอกสารบัตรประจำตัวต่างๆ หลังตรวจสอบทางเจ้าหน้าที่ได้ประสานหาเจ้าของกระเป๋าทันที ต่อมาทางเจ้าของกระเป๋าได้เดินทางมายังสภ.เมืองพัทยา ทราบชื่อคือน.ส.วัชพร เอกเฟื่องฟู อายุ 53 ปี ทำงานแม่บ้านโรงแรมโคซี่บีช พัทยา 
        สอบถาม  ด.ช.วริทธิ์ธร และด.ช.ชาคริต  เล่าว่า ขณะที่ตนและน้องชายกำลังจะเดินกลับบ้านที่อยู่ทางฝั่งเขาพระตำหนัก พัทยา ได้มีผู้หญิง ขับขี่รถจยย.ผ่านพวกตนไป จู่ๆกระเป๋าสตางค์ได้หล่นตกลงพื้น โดยมีเงินจำนวนหนึ่งและเอกสารหล่นเกลื่อนถนน ตนและน้องชาย พยายามตะโกนบอกผู้หญิงคนดังกล่าว แต่ไม่ได้ยิน พวกตนจึงช่วยเก็บเงินและนำกระเป๋าสตางค์มาแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจทันที 
         ด้านนางสาว วัชพร เอกเฟื่องฟู เจ้าของกระเป๋าสตางค์  ได้กล่าวขอบใจแก่เด็กๆทั้ง 2 คน พร้อมชื่นชมความดีของเด็กๆที่ไม่เห็นแก่เงินเพียงเล็กน้อยในกระเป๋า อีกทั้งตนเพียงต้องการเรื่องของเอกสาร เพราะถ้าหล่นหายไปแล้ว ไม่ได้คืน ก็คงต้องไปดำเนินเรื่องเอกสารที่ยุ่งยาก ทั้งนี้ทางนางสาววัชพร ได้ให้เงินค่าขนมแก่เด็กๆเป็นเงิน 1,000 บาท เพื่อเป็นการตอบแทนน้ำใจแก่เด็กๆอีกด้วย... 

ขอชื่นชมหนุ่มน้อยทั้งสองคนอย่างจริงใจ  ช่างเป็นเรื่องเล็กๆ แต่ยิ่งใหญ่
ในความรู้สึกเหลือเกิน
เราจะได้ยินข่าวเก็บเงินได้เป็นแสนเป็นล้าน และคืนเจ้าของและ
เจ้าของตอบแทนนำใจผู้คืนด้วยเศษเงินเพียงเล็กน้อย ช่างแตกต่างกับข่าวนี้เหลือเกิน   

ภาพ/ข่าว วีรยุทธ
http://www.pattayanews.com

วันศุกร์ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

คนจนผู้ยิ่งใหญ่:อภิรักษ์ แซ่ฮ้อ ฝากเงิน 20 บาท ทุกวัน



"คนจนผู้ยิ่งใหญ่ ไม่หมิ่นเงินน้อย ... ไม่คอยวาสนา" นี่คือสโลแกนที่เหมาะกับ
หนุ่มกตัญญูอย่าง 
"อภิรักต์ แซ่ฮ้อ" เป็นอย่างยิ่ง และหากใครที่ได้ชมรายการตีสิบ 
คงต้องอมยิ้มตามไปกับความน่ารัก ซื่อๆ ของเขาไปด้วยแน่ ๆ เพราะฉะนั้นวันนี้
จึงขอนำเรื่องราวของเขามาฝากกันค่ะ

          "อภิรักต์ แซ่ฮ้อ" หรือ ตี๋ ชายหนุ่มวัย 33 ปี เขาไม่ใช่คนรวย หรือมีชื่อเสียง
มาจากไหน เขาเป็นเพียงคนจนๆ แต่งตัวมอซอๆ คนหนึ่ง ที่ดูลักษณะภายนอกอาจ
ไม่ปกติเหมือนคนทั่วไปเท่าไรนัก "อภิรักต์" อาศัยอยู่ในแฟลต 8 ชั้นกับแม่ และ

ประกอบอาชีพด้วยการเก็บเศษขยะตามสถานที่ต่าง ๆ แต่ละวันเขาจะตระเวนเก็บขยะ
 และนำมาคัดแยก ก่อนจะนำขยะที่ได้ไปขาย ซึ่งก็จะได้เงินมาวันละประมาณ 50-100 บาท 

          แต่เชื่อหรือไม่ว่า แม้จะเป็นเงินเพียงเล็กน้อย แต่ทุกครั้งที่ได้เงินมา "อภิรักต์" 
จะแบ่งเงินส่วนหนึ่งให้แม่ได้ใช้ และเก็บไว้อีก 20 บาท และนำไปฝากธนาคาร 
เพื่อสะสมทีละเล็กทีละน้อย นำมาเป็นค่าผ่าตัดหัวใจให้กับแม่ ที่ป่วยเป็นโรคหลายโรค 
ทั้งความดัน เบาหวาน เก๊า และโรคหัวใจ

          "อภิรักต์"เล่าว่า สมัยที่เป็นเด็กชายเรียนชั้น ป.1 ครูของเขาเป็นคนแนะนำให้ 
"อภิรักต์" เก็บออมวันละบาท พอปลายเดือนเก็บเงินได้มากแล้ว ครูจะพาไปฝากเงิน
ที่ธนาคาร ซึ่งคำแนะนำของครูนั้น อภิรักต์ก็ได้ปฏิบัติมาเรื่อยๆ ทุกๆ วัน เขาจะนำ
เงิน 20 บาท ไปฝากธนาคาร จนปัจจุบันเป็นเวลา 16 ปีแล้ว "อภิรักต์" 
มีเงินเก็บมากกว่า 4 หมื่นบาท

          ความซื่อและความกตัญญูของ "อภิรักต์" ทำให้ผู้คนที่อยู่ในเส้นทางที่ "อภิรักต์" 
ตระเวนเก็บขยะ ต่างเอ็นดู พร้อมกับเรียกให้เขาและรถเข็นคู่ใจ เข้ามารับสิ่งของที่ไม่ใช้แล้ว 
ไม่ว่าจะเป็นกล่องกระดาษ ขวดน้ำ เพื่อนำไปขาย โดย "อภิรักต์" จะนำสิ่งของเหล่านี้ 
เข้ามากองคัดแยกในห้องพัก จนห้องดูรกรุงรังไปหมด และมีส่วนให้เขาเป็นโรคหืดหอบ 
แต่ "อภิรักต์" ก็มีความสุขในแบบของเขา โดยมีแม่อยู่เคียงข้าง 

          อย่างไรก็ตาม ณ วันนี้ "อภิรักต์" ไม่ต้องอยู่ในห้องที่รกรุงรังอีกต่อไปแล้ว เพราะ
ทางรายการตีสิบได้จัดการปรับโฉมห้องให้ "อภิรักต์" ใหม่ จนดูสวยงาม และมีสุขอนามัย
ที่ดี 
เรียกได้ว่า แทบจำเค้าโครงห้องเดิมไม่ได้เลย ซึ่งก็ทำให้ "อภิรักต์" และแม่ดีใจมาก

          และหลังจากรายการตีสิบได้นำเสนอเรื่องราวของ อภิรักต์ แซ่ฮ้อ อยู่บ่อยครั้ง 
ล่าสุด เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2555 อภิรักต์ ก็ได้มาออกรายการเพื่อเล่าเรื่องราวที่ผ่านมา
ให้ฟัง ซึ่งก่่อนหน้านี้ในช่วงเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองที่ผ่านมา มีข่าวลือว่า อภิรักต์ 
เพราะถูกยิงที่บ่อนไก่ ซึ่งใกล้กับบ้านของเขา อภิรักต์ จึงเล่าให้ฟังว่า คนที่ถูกยิงจริง ๆ
 คือ ตี๋ คลองเตย ซึ่งชื่อ ตี๋ เป็นชื่อเล่นเดียวกันกับเขา ทำให้คนเข้าใจผิดไปนั่นเอง

          แม้ อภิรักต์ จะมีคนรู้จักมากขึ้น ได้รางวัล และกำลังจะมีผลงานภาพยนตร์ แต่ 
อภิรักต์ ก็ยังมีชีวิตเหมือนเดิม เป็นคน ๆ เดิม คงทำหน้าที่เดินเก็บขยะพร้อมรถเข็นคู่ใจ
อย่างไม่ย่อท้อต่อไป ด้วยความมุ่งมั่นที่จะหาเงินทุกบาททุกสตางค์ฝากไว้ที่ธนาคาร 
และโชคดีที่มีหลาย ๆ คนรู้จักเขา เรียกเขาไปเก็บขยะที่บ้าน โดยไม่ต้องไปคุ้ยหา
ตามถังขยะให้ยากขึ้น

          ความมุมานะของ อภิรักต์ ในการเข็นรถขยะหาเงินทุกบาททุกสตางค์ให้แม่
ทำให้เขาได้รับการคัดเลือกเป็นลูกกตัญญู จากสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย 

โดยเข้ารับประทานโล่เกียรติคุณจากพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี 
พระวรราชาทินัดดามาตุ ในวันแม่แห่งชาติประจำปี 2553 ที่ผ่านมาด้วย 

           แถมล่าสุด อภิรักต์ แซ่ฮ้อ กำลังจะมีผลงานการแสดงภาพยนตร์เป็นครั้งแรก
ของชีวิต ในชื่อเรื่อง "ยายสั่งมาใหญ่" จากผลงานการกำกับของ นุ้ย เชิญยิ้ม 
ที่เขาจะได้ประกบตลกชื่อดังทั่วฟ้าเมืองไทย ซึ่งทุกคนก็เอ็นดู อภิรักต์ มากเลยทีเดียว




เห็นเรื่องราวของ "อภิรักต์ แซ่ฮ้อ" หนุ่มเก็บขยะคนซื่อคนนี้แล้ว คงอดอมยิ้มและประทับใจ
ตามไปด้วยไม่ได้ นี่แหละคือคนจนผู้มีหัวใจยิ่งใหญ่ 
และยึดความกตัญญูเป็นทางเดิน
ของชีวิตคนธรรมดา ๆ ปกติบางคน เห็นแล้วอาจต้องอายตาม "อภิรักต์" เลยล่ะ 

ภาพและ ข้อมูลจาก http://hilight.kapook.com/