วันพฤหัสบดีที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

เธอเป็นมะเร็งสมอง มีโอกาสรอดแค่ 10% แต่หลังจากผ่าตัดเสร็จ เธอก็ทำในสิ่งที่คนอื่นไม่ทำ

ผู้หญิงคนนี้ชื่อป๊อป เธออายุ 32 มีลูกชายอายุ 9 ขวบ เลี้ยงลูกคนเดียว เมื่อสองปีก่อนหมอบอกเธอว่าเธอเป็นมะเร็งสมอง ต้องผ่าตัดทันทีและตาย 90 เปอร์เซ็นต์ อีก 10 เปอร์เซ็นต์คือเป็นอัมพาต แต่นาทีนี้ ตอนนี้…เธอมานั่งคุยกับเราเกือบครึ่งวัน และหัวเราะเสียงดังไปถึงลานจอดรถ ทั้งหมดนี้เพราะเธอเป็นผู้หญิงมองโลกในแง่ดีที่สุดที่เราเคยเจอมา
 ที่สำคัญ…เรื่องราวหัวใจที่แข็งแกร่งของเธอ จะเปลี่ยนทุกแอดติจูดแง่ลบของคุณไปตลอดกาล
 ความเข้มแข็งแรกของเธอคือ…ทันทีที่เกิดเรื่องร้ายขึ้นกับชีวิต ป๊อปรู้ทันทีเลยว่า โรคร้ายนี้ไม่สามารถโทษใครได้เลยนอกจากการพฤติกรรมของตัวเอง เธอเล่าว่า “เราเป็นคนทำงานหนัก และปาร์ตี้หนัก มาตลอดชีวิต ทุกคืนปาร์ตี้ถึงตีสี่ แต่เก้าโมงเช้ามาถึงโต๊ะทำงานแล้ว ทำงานตั้งแต่เรียนมหาลัย หาเงินเลี้ยงตัวเอง เรียนไปขายบัตรเครดิตไป ทำอะไรหลายอย่าง เดือนนึงหาเงินได้เยอะ แล้วก็เริ่มปาร์ตี้ตลอด ดื่มแต่เตกิล่าล้วนๆ ขึ้นไปเต้นบนบาร์ ใช้ชีวิตเมาสุดๆ ทุกคืน แล้วก็ไม่ได้นอน ตื่นมาทำงานต่อเลยใช้ชีวิตอย่างนั้นมาเป็นสิบปี จนกระทั่งวันหนึ่ง เรานอนแล้วรู้สึกเหมือนโดนผีอำ ตัวเกร็งมาก เริ่มเป็นบ่อยขึ้น เราคิดว่าเราคงเหนื่อยงานเกินไปเลยมีอาการผีอำ เป็นอยู่หลายเดือนก็ยังคงคิดว่าโดนผีอำอยู่ แต่ความจริงแล้วนั่นล่ะคืออาการชัก!!”
ชักไปเกือบ 10 ครั้ง ยังคิดว่าชิลๆ
“ที่ตัดสินใจไปหาหมอเพราะ หลังจากคิดว่าโดนผีอำแล้วตื่นมา เลือดออกจากปากเต็มไปหมดเพราะเรากัดลิ้นตัวเองอย่างแรง  เราเลยไปตรวจที่สถาบันประสาท วัดคลื่นสมอง ผลออกมาคือ ไม่ได้เป็นอะไรค่ะ เราก็ตบเข่าฉาด เห็นมั๊ย เราแค่เครียด เราแค่ทำงานหนัก ไม่ได้เป็นอะไรเลย ดีใจเลยตอนนั้น ทีนี้หลังจากนั้นพอชักอีก เราก็กลายเป็นชิลเลย แบบเดี๋ยวจบโปรเจ็คท์นี้แล้วจะพัก แล้วอาการชักมันจะหายไปแน่นอน เชื่อแบบนั้น จนผ่านไปหลายเดือน ไม่เคยพักเลย ชักไปอีก 6 ครั้ง แบบชิลๆ ทีนี้พอครั้งที่ 7 คราวนี้ชักตอนตื่นอยู่ ชักต่อหน้าแม่เลย ตัวแข็งค้างอยู่อย่างนั้นแล้วไม่รู้สึกตัวอีกเลย ฟื้นมาอีกทีความทรงจำหายหมด!!”

ถ้าแม่ไม่มาเห็น…คงยังดื้อด้านทนชักต่อไป
“จำอะไรไม่ได้เลย รู้แค่ว่านี่คือพ่อ นี่คือแม่ นึกอยู่นานมากว่าเราทำงานที่ไหน เรียนจบรึยัง เลยเข้าใจคนที่เป็นอัลไซเมอร์เลยว่า เขาน่าสงสารมาก เพราะการไม่มีความทรงจำมันทรมาน นึกยังไงก็นึกไม่ออก เพราะตอนนั้นสมองเราเหมือนโดนไฟฟ้าช็อต เซลล์ในสมองตายไป 6 ล้านตัว ได้แต่นอนตัวแข็งมองเพดาน จนพ่อแม่ต้องเรียกรถพยาบาลมารับ พอเจอหน้าหมอ เรายังยืนยันกับหมอว่า เราไม่ได้เป็นอะไร เคยไปตรวจมาแล้ว หมอก็ยืนยันว่าต้องตรวจ เพราะเขาบอกว่าเราเป็นอาการของลมชัก ต้องนอนพักโรงพยาบาลก่อน แต่เราดื้อด้านจะออกไปทำงาน พ่อแม่ถึงกับต้องบอกหมอว่า “มัดมันไว้กับเตียงเลย อย่าให้มันออกไปทำงาน” หลังจากนั้นหมอให้ยามากินเป็นกอง กลับมาบ้าน ปรากฎก็ยังชักอยู่ หมอก็เพิ่มโดสยาอีก กินเป็นกองภูเขา ก็ยังชักอยู่เหมือนเดิม จนหมอบอกว่า คุณต้องทำ MRI นะ เพราะหมอต้องรู้ให้ได้ว่าในสมองของคุณมีอะไร”
ครั้งแรกที่รู้ว่ามีลูกเทนนิสในสมอง…และต้องผ่าออกทันที
“หลังจากทำเอ็มอาร์ไอ ได้ผลสแกนมาปุ๊บ หมอร้องออกมาว่า เฮ้ยยย แล้วก็ไล่เราออกไปรอข้างนอก พยาบาลก็วิ่งวุ่น แล้วเขาก็โทรหาอาจารย์หมอมาจากอีกที่ เรารออยู่ประมาณชั่วโมงนึง ก็เรียกเราเข้าไปในห้อง หมอพูดคำแรกว่า “คุณพิชสินีย์ คุณต้องผ่าตัดโดยด่วน คุณเป็นเนื้องอกในสมองเส้นผ่าศูนย์กลาง 7 เซนติเมตร คือขนาดเท่าลูกเบสบอล และตอนนี้สมองคุณเริ่มจะบวมแล้ว” ซึ่งอันนี้เป็นเรื่องมหัศจรรย์มากเพราะปกติคนที่สมองบวมจะต้องมีอาการเอ๋อๆ แล้ว แต่เรายังไม่มีอะไรนอกจากชัก”

 เดือนเตรียมตัวตาย กับแพลนชีวิตพร้อมตายสุดเข้มแข็งและเพอร์เฟคท์
ป๊อปบอกว่าเธอมีเวลาเตรียมตัวผ่าตัดอยู่ 2 เดือน นั่นแปลได้ว่า จะเป็นอีก 2 เดือนสุดท้ายของชีวิตเธอ แล้วก็เล่าถึงแผนการเตรียมตัวตายแบบรัดกุม เข้มแข็ง และมองโลกในแง่ดีที่สุดที่เคยพบเจอ
  1. บอกพ่อและแม่ถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้น
  2. ไปตัดผมสั้น
  3. ไปเจอเพื่อนๆ ทุกคนที่อยากเจอ
  4. ใช้เวลาอยู่กับลูกชาย
  5. จัดการเรื่องการเงินทั้งหมด เรียกบริษัทประกันมา และเรียกทนายมาให้เป็นพยานว่า ถ้าฉันตายไป พ่อแม่จะต้องได้รับเงินประกันและทรัพย์สินทั้งหมดของเราโดยที่ไม่มีอะไรตุกติกทั้งสิ้น
  6. เรียกพ่อของลูกที่อยู่ต่างประเทศมาให้รับรู้ว่า ถ้าฉันตายไปปุ๊บ เธอจะต้องมารับลูกไปอยู่ด้วย
  7. จัดการทำเอกสารทั้งหมดกับทนายไว้ให้มั่นใจว่า เราพร้อมจะตายแล้ว และถึงไม่ตายก็ไม่มีอะไรติดค้างในชีวิตแล้ว
  8. ให้พ่อแม่กับลูกชายกลับต่างจังหวัดไปให้หมด ไม่อยากให้คนที่รักเราเห็นเราเจ็บ เพราะเขาจะเจ็บมากกว่าเรา คุยกับแม่ตรงๆ ว่า “แม่ต้องไม่เศร้า เพราะถ้าหนูยังกังวลเรื่องแบบนี้หนูจะไม่ได้ขึ้นสวรรค์นะแม่”
  9. แล้วเราก็ใช้ชีวิตช่วงนั้นอย่างมีความสุขลัลล้าให้มากที่สุด จนหมอพูดกับเราว่า หมอไม่แน่ใจว่าคุณเข้าใจที่หมอพูดจริงๆ รึเปล่า เพราะคุณดูลัลล้าเหลือเกิน ไม่เหมือนคนจะตายเลย”
  10. กินตำปูปลาร้า มื้อสุดท้ายก่อนเข้าห้องผ่าตัด พยาบาลถามว่าเดี๋ยวต้องงดน้ำงดอาหาร ตอนนี้คุณพิชสินีย์อยากจะทานอะไรมั๊ยคะ เราก็ถามย้ำ คือดิชั้นจะต้องตาย 90 % ใช่มั๊ยคะ โอเค ยกหูหาเพื่อน “เฮ้ย ส้มตำปูปลาร้ามาด่วน จัดมาหนักๆ จนเพื่อนบอกว่าถ้าแกรอดมาได้อาจจะเป็นเพราะน้ำปลาร้านะ พอกินเสร็จปุ๊บ เราก็โอเค พร้อมจะจากโลกนี้ไปแล้ว
ผ่าตัด 16 ชั่วโมง ใช้แพทย์ 60 คน เสียเลือดไป 2 ลิตรครึ่ง
…แต่เธอรอดตายและฟื้นใน 40 นาทีต่อมา
สิ่งที่หมอบอกไว้ว่า หลังจากผ่าตัดเสร็จ เธอจะต้องอยู่ในห้องไอซียูประมาณสามเดือน แล้วขึ้นอยู่กับผู้ป่วยว่าจะฟื้นขึ้นหรือเปล่า ถ้าฟื้นตัวแล้วถึงจะรู้ว่าเป็นอัมพาตหรือเปล่า แต่ป๊อปเล่าว่า “หลังผ่าตัดแค่ 40 นาที พยาบาลมาปลุกให้เราลืมตาเพื่อเช็คสติ และจะต้องเปลี่ยนเตียงไปห้องไอซียู พยาบาลบอกว่าคุณพิชสินีย์เดี๋ยวมีคนมาอุ้มนะ เราบอกไม่ต้องๆ ลุกเดินได้ แต่พอมองไปที่เตียงผ่าตัด คือเลือดเป็นก้อนๆ เต็มไปหมด พอเรากำลังจะลุกทุกคนก็ห้ามบอกว่า คุณเพิ่งเสียเลือดไปเยอะมากไม่ยอมให้เรายืน

ฟื้นขึ้นมาสิ่งแรกที่คิดคือ น่าจะไปงานฮาโลวีนลุคนี้นะ!!
“เช้าวันแรกที่ฟื้นเราก็ลุกไปเข้าห้องน้ำเองเลย พอเห็นกระจก สิ่งแรกที่เราคิดคือ…ถ้าเราไปงานฮาโลวีนตอนนี้ ต้องชนะเลิศแน่เลยว่ะ เพราะที่เห็นคือ ผมไม่มี มีผ้าพันแผลโปะอยู่กลางหัว แล้วสายยางดูดเลือดเสียบออกมาจากบนหัว ห้อยกับถุงเลือด แต่ไม่คิดว่าสภาพนี้เราดูแย่นะ คิดแต่เรื่องสนุกอะไรแบบนี้  แล้วยังออกไปเดินเล่นทั่วโรงพยาบาลจนหมอเข้ามาด่าว่า คุณรู้มั้ยคุณผ่านอะไรมา ทำไมทำตัวแบบนี้ ถ้าคุณเป็นลมล้มตายไป ที่พวกหมอทุ่มเทผ่าตัดมาเนี่ยมันจะไม่ได้ผลเลยนะ”
 เรื่องยังไม่จบ เพราะเนื้องอกนั้นเป็นมะเร็ง
“ผลคือเนื้องอกที่ตัดออกไปเขาตรวจแล้วเป็น มะเร็งขั้นที่ 3 ซึ่งมีโอกาสที่จะเกิดได้ใหม่ได้ แล้วตอนผ่าตัด หมอไม่สามารถผ่าเนื้องอกอออกหมดได้ เนื่องจากเนื้องอกมันคร่อมเส้นเลือดดำ ถ้าผ่าเราจะตาย ดังนั้นเราจะต้องยิงรังสีอีก 30 ครั้ง และถ้ารังสีธรรมดาเอาเนื้องอกตัวนี้ไม่อยู่ จะต้องไปยิงที่โรงพยาบาลกรุงเทพที่เดียวที่มี ตอนนั้นสิ่งเดียวที่กลัวคือ กลัวไม่มีตังค์จ่าย และถ้าพ่อแม่รู้ เขาต้องเอาบ้านเอาที่ดินไปจำนอง เพื่อรักษาเรา เราเลยลองยืนประกันสังคมไปที่โรงพยาบาลกรุงเทพ แบบที่ไม่คิดหรอกว่าเขาจะรับประกันสังคม แต่ผลคือเขารับ!! เรารักษาโดยไม่เสียสักบาทเลย หลังจากนั้นก็ไปยิงรังสีทั้งหมด 30 ครั้ง ยิงทุกวัน ตลอดหนึ่งเดือน แล้วก็ทำงานไปด้วย โดยเราจะขอเจ้านายออกไปก่อน 1 ชั่วโมงเพื่อไปยิงรังสีทุกวัน จนทุกวันนี้ผมข้างบนคือไม่ขึ้นแล้ว ต้องใส่วิกเอา แล้วมือก็จะยังชาๆ ไม่ค่อยมีแรง แต่ก็ใช้ชีวิตได้ปกติค่ะ”
 
ที่รอดมา…ไม่ได้เป็นญาติ Die Hard แต่เพราะ Positive Thinking ล้วนๆ
แค่ฟังเรื่องราวของเธอ เราก็อึ้งแล้ว แต่ยิ่งได้ฟังแอดติจูดของเธอ เรารู้เลยว่า เพราะความเข้มแข็งและมองโลกในแง่ดีเท่านั้นที่ทำให้ผู้หญิงคนนี้รอดมาแบบปาฏิหารย์ สิ่งที่เธอคิดเสมอ คือ…
  • ไม่มีใครอยากให้เรื่องร้ายเกิดขึ้นอยู่แล้ว แต่ถ้ามันเกิดขึ้น เราก็ต้องยอมรับ และดูว่าเราจะอยู่กับมันยังไง ซึ่งขึ้นอยู่กับทักษะการใช้ชีวิตและเข้าใจชีวิตของแต่ละคนในการยอมรับและอยู่กับมัน บางคนที่เครียด ผูกคอตายก็มี หมอเคยเล่าว่า คนที่เจอเคสแบบเรา พอถึงวันที่จะขึ้นไปห้องผ่าตัด เขาก็หัวใจวายตายก่อนแล้ว เพราะเครียดมาก
  • ตลอดเวลา เราไม่เคยคิดว่าผ่าตัดแล้ว เราจะรอดหรือตาย เราเชื่อเสมอว่า พระเจ้าคือผู้กำหนด ไม่ว่าเราจะอยู่หรือตาย สิ่งที่พระเจ้าเลือกให้เราจะเป็นสิ่งที่ดีเสมอ เราเลยไม่เสียใจ ไม่เครียด ไม่กังวลว่าจะตายหรือไม่ เราพร้อมจะเป็นทุกอย่าง แค่ได้เตรียมตัวให้คนรอบข้างเราพร้อม เมื่อเราจากไปทุกคนก็ไม่ลำบาก
  • ป๊อปไม่เคยขอใคร เป็นคนใจสู้ สู้แบบหัวชนฟา แล้วไม่เคยกลัวอะไรทั้งสิ้น มีเพื่อนคิดว่าต้องจัดงานกาลาดินเนอร์เพื่อเอาเงินมาช่วยเรา เราบอกให้เพื่อนหยุดเลย ให้ไปช่วยคนอื่นที่ลำบากกว่าเราเถอะ หรือถ้าแกอยากช่วยฉันจริงๆ ช่วยหางานให้ฉันทำถ้าฉันไม่ตายเถอะ เราไม่ชอบให้ใครมาจับปลาให้กิน แต่ขอให้สอนวิธีหาปลาดีกว่า
  • จริงๆ ถ้าเราไม่ทุกข์ ก็จะไม่มีอะไรมาทำร้ายเราได้เลย อย่างเราผ่าตัดวันที่ 2 เราโทรหาแม่ให้แม่เอาโน้ตบุ้คมาให้ เพื่อส่งเรซูเม่สมัครงาน วันศุกร์ออกจากโรงพยาบาลนั่งมอไซด์กลับบ้าน ซื้อข้าวกระเพราะหน้าโรงพยาบาลกลับบ้าน มีแม็กเย็บอยู่บนหัว วันอาทิตย์หมอนัดให้มาถอดแม็กออก ค่อยๆ ถอดทีละตัว ทั้งหมด 56 ตัว วันอังคารสัมภาษณ์งาน วันพฤหัสเริ่มทำงานเลย!!!
สาวคลีโอทุกคน!! สาวเข้มแข็งคนนี้เธอมาฝากบอกว่า
  1. อย่าพูดว่าขอโทษในวันที่มันสาย ในห้องไอซียู คนจะชอบพูดว่า พ่อผมขอโทษตอนที่พ่อเขาตายไปแล้ว ดังนั้นคุณอย่าพูดว่าขอโทษในวันที่มันสาย เพราะพ่อคุณไม่ได้ยินแล้ว เราต้องใช้ชีวิตทุกวันให้เหมือนเป็นวันสุดท้ายของชีวิต ส่วนใหญ่คนจะสนใจแค่แฟนกับเพื่อน ข้าวเคยตักให้พ่อแม่กินมั้ย หรือบางคนจะบอกว่าเงินเท่าไรผมมี ผ่าตัดเลยครับ คุณจะเงินเท่าไรแต่คุณไม่รักษาสุขภาพ มันก็ไม่ช่วยให้คุณรอดเหมือนกัน ดังนั้นอย่าทำอะไรให้มันสายเกินไป ไม่มีใครที่จะโชคดีเหมือนป็อปนะ ที่จะมีโอกาสครั้งที่ 2 ของชีวิต เพราะฉะนั้นทำอะไรทำให้สุด และใส่ใจพ่อแม่ด้วย 
  1. สำหรับคนที่ชอบคิดลบ มันจะพาให้คุณจมดิ่งไปเรื่อยๆ คุณจะถูกความคิดลบ ดูดไปเรื่อยๆ ถ้าป็อปคิดแค่ว่าฉันต้องตายนะ อีกหนึ่งอาทิตย์ฉันต้องตาย ก็จะเศร้า แล้วคนรอบข้างก็ต้องเศร้าไปกับคุณ คุณจะเห็นแก่ตัวขนาดนั้นเลยหรอ คุณจะเห็นแก่ตัวเพื่อให้คนรอบข้างมาเป็นห่วงคุณเหรอ เราจะดีได้ ด้วยตัวเราเองจริงๆ 
  1. อย่ารอว่านรกสวรรค์ไม่มีจริง และการที่มีศาสนายึดเหนียวจิตใจ ไม่ได้แปลว่างมงายนะ แต่มันจะทำให้เราเกรงกลัวต่อบาป และทำให้เราไม่ทำผิด ทำให้เรา positive thinking ขอแค่เราเป็นคนดีแค่นั้นแหละ ชีวิตไม่ต้องมีอะไรอธิบาย เรารู้ว่ามันยากในการมองบวก คิดบวก แต่จริงๆ แค่คุณไม่คิดลบ คุณไม่เกลียดใคร ไม่ด่าใคร ก็ถือเป็นการมองบวกแล้ว อย่างน้อยก็ทำให้ไม่ทุกข์ แค่ไม่ทุกข์ก็คือสุขแล้ว

    ภาพลข้อมูลจาก http://www.cleothailand.com/feature/24259

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น